อดทนเวลาที่ฝนพรำ......เพราะเรายังคงเชื่อมั่น......ยังคงรอ......สักวันวันที่ฟ้าสดใส...จะกลับมา...
ร่างสูงติดออกท้วมเปิดประตูเข้าห้องมาช้าๆ ปล่อยให้ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศปลอบประโลมร่างกายอันปวดเมื่อยมาทั้งวัน ก่อนจะทอดกายลงบนโซฟาของห้องทำงานเงียบๆโดยไม่คิดจะเปิดไฟเลยแม้แต่น้อย เขาอยากเร้นกายในความมืด อยากหนีปัญหาทั้งหมดออกไปสักพัก ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีใครหาเขาพบ
แป๊ก...เสียงสับสวิตเปิดไฟจ้าจนหนุ่มใหญ่บนโซฟาย่นคิ้ว
“มิ้นผมของพักแป๊บนึง”เขาตอบออกไปเพราะนึกว่าเป็นลูกน้องคนสนิท
“พี่เป้ไหวไหมเนี่ย”เสียงคุ้นหูกระตุกหนังตาหนักๆขึ้นทันที
“อ้าว...นิว มาไงเนี่ย”เขาดีดตัวขึ้นนั่งพลางชี้ไปที่เก้าอี้นวมใกล้ๆ “นั่งๆ”แล้วร่างหนาก็เอนลงทำท่าพักสายตาอีกครั้ง
“พี่ไม่คิดจะบอกอะไรเลยรึไง”คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดแน่นทอดสายตามองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบรรณาธิการใหญ่ของสำนักพิมพ์ทิ้งตัวนอนหลังจากโหมงานมาทั้งวัน เธอรู้ว่ามันไม่ใช่งานง่ายๆ ทั้งต้องตรวจงานของฝ่ายพิสูจน์อักษร ไหนจะต้องติดต่องานกับบรรดาคอลัมนิสต์ ไหนจะต้องคุยกับฝ่ายศิลป์ปรึกษาเรื่องปกใหม่ของนิตยสารเดือนหน้าอีก...มันไม่ใช่งานง่ายๆเลย
“บอกไร ไม่มีอ่ะ”เปลือกตาสีคล้ำปรือขึ้นนิดๆก่อนจะปิดลงไปดื้อๆ
“อ้าวแล้วได้เช็คบทความหนังเข้าใหม่ที่ส่งให้แล้วรึยัง”เจ้าของคำถามกอดอกเดินมาใกล้ๆ เมื่อหลายปีก่อนเธอพบกับเขาที่เป็นรุ่นพี่ในชมรมวรรณศิลป์ของมหาวิทยาลัย การชอบดูหนังและพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนานทำให้เราสนิทกันอย่างรวดเร็วจนพอเธอเรียนจบเขาก็ทาบทามให้มาเป็นคอลัมนิสต์ในสังกัดทันที
“พรุ่งนี้ละกัน ขอพี่พักก่อน จ้องคอมทั้งวันปวดตาจะแย่”
“อือ ยังไงก็บอกนิวนะ”ร่างเล็กกว่าพ่นลมหายใจ เอาไว้คุยวันอื่นก็ได้ ให้เจ้าตัวอารมณ์ดีกว่านี้ก่อน
“เออนิว”น้ำเสียงอ่อนล้าเรียกเอาไว้อีกหน “มานั่งนี่ก่อนสิ”พี่เป้ชี้ไปที่เก้าอี้ข้างตัว
อาการเหนื่อยล้าของบก.รุ่นพี่ทำให้เขาดูแก่ลงไปมาก ระยะเวลา 4 ปีที่เธอไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษทำให้เราไม่ค่อยได้คุยกันสักเท่าไหร่ จริงอยู่ที่เธอไม่ได้กลับเมืองไทยบ่อยๆแต่โลกสมัยนี้มันไม่ได้ห่างกันมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้าอีกฝ่ายจะโทรหาหรือแมสเสจมาบ้างก็ไม่ใช่อุปสรรคแต่เขาก็เลือกที่จะคุยกับเธอเฉพาะเรื่องงานเท่านั้นจนกระทั่งเธอกลับจากอังกฤษและเข้ามาทำงานที่สำนักพิมพ์แบบเต็มตัวเขาก็ยังคงหลบหน้าเธอทุกวี่ทุกวัน
จริงๆแล้วพี่เป้เป็นที่พึ่งให้เธอได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องความรู้ ความช่วยเหลือด้านต่างๆในงานเขียนก็ดี หรือมุมมองความคิดเห็นที่มีความเป็นตัวเองก็ดี เขาไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยเธอเลยสักครั้ง แล้วมันจะแปลกอะไรที่สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่พยายามซื้อใจให้เธอย้ายไปร่วมงานด้วย...แต่เธอก็ไม่ไป
‘ไม่ใช่เพราะคำพูดเมื่อ 4 ปีก่อนหรอกนะ’ นิวพยามบอกตัวเองแบบนั้น ถ้าจะไปจริงๆล่ะก็ ไปตั้งนานแล้ว แต่ทุกอย่างของเธอเริ่มต้นขึ้นที่นี่ บทความวิจารณ์ภาพยนตร์มากมายที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากแรงสนับสนุนและคำติต่างๆที่ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเธอตรงๆเหมือนพี่เป้ มันคือที่ที่ทำให้เธอหลงรัก...และหลงรักเธอ
... 4 ปีก่อน ...
“นิวไปเรียนรอบนี้ก็นานเลยล่ะสิ”เสียงติดออกแหลมที่เธอฟังจนชินถามขึ้นระหว่างขับรถไปส่งที่สนามบิน
“ 4 ปีเองพี่ เดี๋ยวก็กลับมา”เธอพลิกหนังสืออ่านกวาดๆไม่สนใจอะไรเป็นพิเศษ ปล่อยให้รุ่นพี่ที่ทำงานขับรถมาส่ง
“เดี๋ยวบ้าอะไรล่ะแก รีบไปเรียนเลยนะ เขียนงานส่งมาบ่อยๆด้วย ห้ามอู้”เสียงจุกจิกยังคงบ่น แล้วก็บ่นๆ รู้แต่ว่าก็ปล่อยให้เขาบ่นไปเรื่อยๆ ฟังบ้างไม่ฟังบ้างตามประสา มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่รู้จักกันแรกๆแล้ว...ถึงตอนแรกเจ้าตัวจะเก๊กแทบตายตอนเจอกันก็ตาม
“อ่าหะ แล้วไงต่อ”นิวเหลือบตามองคนขี้บ่นข้างๆแบบนึกสงสัย ไปเอาเรื่องอะไรมาบ่นเยอะนักนะ ฟังไม่ทัน
“เออหัดฟังบ้าง ไปที่อังกฤษพวกเสื้อหนาวอะไรก็ดูดีๆ อย่าเอาแต่ชื่นชมศิลปะวิคตอเรียนจนทำพาสปอทหายได้ยินไหม มันเปลืองเวลาขอทำใหม่ พี่ขี้เกียจส่งเอกสารให้”
“นี่พี่เป้ นิวไปเมืองนอกกี่รอบละ เลิกบ่นเหอะ รู้ละน่า”ให้ตายเถอะ นี่ไม่ได้ให้แม่มาส่งที่สนามบินนะ
“เออก็พูดเพราะห่วงไง เกิดนิวไม่สบายใครจะดูแลอ่ะ พี่ไม่ได้ตามไปด้วยนะเว้ย ถ้าป่วยแล้วเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่มีบทความลงหนังสือเดือนหน้าขึ้นมาจะทำไง”พี่เป้บ่น
“เออ พี่ก็เขียนเองไปละกัน หนังผีเข้านี่ ก็เชิญไปดูคนเดียวแล้วมาเขียนเอาเองนะ ถ้าไม่กลัวน่ะ”ฉันบ่นกลับรู้ล่ะว่าพี่เป้น่ะเกลียดหนังสยองขวัญยิ่งกว่าอะไร “แล้วอย่าให้ได้ยินพี่มิ้นมาบอกว่าพี่บ่นใส่เขานะ ไม่งั้นนิวจะยุพี่เขาให้เลิกชงกาแฟให้กิน”
“โอ๊ยยยนี่ แค่นี้ทำอะไรพี่ไม่ได้หรอกน่า นี่จะบอกเลยนะ....”แล้วฉันก็ฟังเขาแค่นั้นล่ะ คำตอบที่ดีที่สุดที่จะให้คงไม่พ้นคำว่า อืม กับ ต่อเลยพี่
“นิว ฟังอยู่ปะเนี่ย”คนช่างบ่นหยุดบ่นเมื่อเห็นอีกฝ่ายก้มหน้าอ่านหนังสือดูตั้งอกตั้งใจ ชะโงกไปเห็นบทความเรื่องทฤษฎีการวิจารณ์ภาพยนตร์ในมือว่าที่นักศึกษาปริญญาโทก็อดอมยิ้มไม่ได้ คิดไม่ผิดเลยจริงๆที่เลือกผลักดันคนคนนี้ และรู้สึกยินดีที่ได้ส่งเธอให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าต้องห่างกันไปนานก็ตาม เขาคงคิดถึงเสียงบ่นของเธอแน่ๆ
ท่ามกลางถนนบนความสับสนและวุ่นวายในเมืองใหญ่ สายฝนเย็นจัดค่อยๆโรยตัวลงมาจากฟ้าเพราะเอาแน่เอานอนอะไรกับสภาพอากาศไม่ได้เลย...แล้วใจคนจะเป็นเหมือนกันไหมนะ?
มันก็เหมือนสภาพอากาศ ที่พยากรณ์อากาศมักจะบอกว่าวันนี้ฝนตก พรุ่งนี้มรสุมเข้า บางวันก็แดดออก แล้วเราเชื่อมันได้จริงๆหรอ เราสามารถเชื่อคำพูดของคนคนหนึ่งได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเขาบอกว่ารัก จะรักจริงๆอย่างที่บอก บอกว่าเป็นห่วงจะเป็นห่วงจริงๆอย่างที่พูดไหม...มันตอบได้ยากเหลือเกิน
“นิว พี่มีอะไรจะถาม”ดวงตาสีเข้มทอดมองไปเบื้องหน้า ถนนเส้นวิภาวดีที่มีรถจอดติดกันอยู่เรียงรายเพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยนัก เสียงสายฝนโปรยละอองลงมาเรื่อยๆไม่อาจขัดความเงียบงันที่แทรกซึมเข้ามาในจิตใจได้เลย เขามองหญิงสาวข้างกายด้วยความรู้ลังเลและสับสน ระยะเวลาที่นิวไปเรียนต่อมันอาจทำให้เธอพบเจอคนใหม่ แล้วเธอจะลืมเขารึเปล่า เขาควรบอกให้เธอรู้รึเปล่าว่าเขารู้สึกยังไง
“จะบ่นไรอีกเนี่ย”ว่าที่นักศึกษาเหล่มอง แต่ก็ปรับอารมณ์ทันทีเมื่อเห็นความจริงจังที่ปรากฏ
“เป็นนิว นิวจะเชื่อพยากรณ์อากาศไหม”พี่เป้ถามก่อนจะหรุบตาลง พยายามเรียบเรียงคำพูด
“ฮะ...”เธองง
“ไม่ๆคือพี่หมายถึงว่า เราควรเชื่อพยากรณ์อากาศไหม เหมือนเมื่อเช้าพี่ฟังว่าวันนี้แดดจะออก นี่อะไรฝนเทลงมาขนาดนี้”เขาหลบตา ยอมรับแบบลูกผู้ชายอยู่เงียบๆว่าไม่กล้าจะถามเธอตามตรงว่ารู้สึกยังไงกับเขา คงเพราะกลัวคำตอบที่หัวใจอาจจะตั้งรับไม่ไหว
“เอาจริงๆมันเชื่อได้ด้วยหรอพี่...นิวไม่เห็นจะเชื่อมันซักทีอ่ะ”เธอเหลียวมองคนขับอย่างไม่เข้าใจนัก ปกติสีหน้าจริงจังแบบนี้จะออกมาเวลาประชุมงาน ไม่ก็นั่งถกเรื่องเครียดๆเท่านั้นนะ
“แล้วเป็นนิวอ่ะ เอาตามที่คิดเลยนะ นิวจะเชื่อพยากรณ์อากาศไหม ถ้าเขาบอกว่าฝนจะตกวันนี้ นิวจะเชื่อไหม”
“ก็ไม่รู้สิ คงครึ่งๆมั้ง แต่ก็รอเจอสภาพอากาศจริงๆเลยก็ชัวร์สุด ฝนไม่ตกถ้าเราไม่เห็นน้ำฝน แดดไม่ออกถ้าเราไม่เห็นแดดจริงไหมพี่”เธอขำ “นี่จะจริงจังอะไรขนาดนี้อ่ะ”
“ขำไรวะ ก็สงสัยเลยถามไง”เสียงสูงเหวี่ยงขึ้นอีกรอบจนคนตัวเล็กกว่าเงียบลง เห็นไหล่บางที่สั่นไหวก็รู้ทันทีว่าเจ้าตัวพยายามกลั้นขำอยู่
“แล้วพี่คิดยังไง”นิวพยายามหยุดขำแล้วถามความคิดอีกฝ่ายกลับ
“ก็...ไม่รู้ ขี้เกียจคิดเลยถาม”รุ่นพี่ไม่ยอมตอบ
“อ้าว อะไรวะ ไม่แฟร์นะคะแบบนี้”เธอจิกตามอง “ตอบ”
“เราชอบมองจิกแบบนี้ตั้งแต่อยู่มหาลัยแล้วนะ วันแรกที่เจอกันวันเปิดโลกชมรมก็จิกตามองพี่แบบนี้”เขาคิดถึงวันแรกที่พบกัน ความบ้าดีเดือดพร้อมกับแรงยุของเพื่อนๆในชมรมทำให้เข้าตรงไปสารภาพรักแม่สาวรุ่นน้องตรงหน้าด้วยมุกเสี่ยวชวนอ้วกซึ่งผลที่ได้รับคือสายตาจิกจ้องที่ทำเอาใจเขาหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ และก็ต้องช็อคยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นเธอมาลงชื่อสมัครเข้าชมรม และสายตาแบบเดียวกันนี้กำลังเล่นงานเขาจนเหงื่อตกอยู่เงียบๆ พลังกดดันแบบที่เจ้าตัวชอบใช้ไว้ข่มขู่เริ่มออกลายอีกหน
“เออๆตอบแล้วๆ”ก็รู้ทั้งรู้ว่ามันแกล้งก็ยอมมันจนได้สินะ
“ดีมากค่ะ นิวรอฟังอยู่”แววตาระยับพราวเปี่ยมชัยชนะประกอบกับท่าทีนั่งกอดอกพิงเบาะด้วยมาดคุณนายชวนหมั่นไส้
“ก็คงไม่เชื่อแบบนิวนั่นล่ะ ถ้าเขาบอกว่ามันจะตกก็คงรอให้มันตกมาเลย แต่จะเตรียมร่มเผื่อไว้จะได้ไม่เปียก”เป้ตอบส่งๆแต่กลับเห็นอีกคนพยักหน้าเข้าใจ...เดี๋ยว...เข้าใจอะไร
“จะได้เตรียมตัวถูกว่างั้น”นิวบอก
“ยังไงอ่ะ”
“พี่ให้ความสำคัญกับอะไรระหว่างการพยากรณ์ หรือเห็นเอาด้วยตาตัวเอง”
“ก็ทั้งคู่นั่นล่ะ แต่ถ้าเรารู้ก่อนก็ดี แบบว่าคำพูดมันก็ทำให้เราเข้าใจอะไรได้มากนะเพราะบางทีการกระทำมันเดายาก”นิวพยักหน้ารับฟัง
“แต่บางครั้งคำพูดมันก็แค่ลมปากที่ลอยไปลอยมา นิวว่าการกระทำมันชัดเจนและดูจริงกว่านะ ดูอย่างตอนปีหนึ่งที่พี่มาสารภาพรักนิวดิ มันก็แค่คำพูดล้อเล่นล่ะน่า ใช่ว่าจะเป็นจริงซะที่ไหน นี่ถ้านิวเชื่อว่าพี่ชอบจริงๆ ตอนนี้นิวไม่ต้องมานั่งร้องไห้อกหักดังเปาะเลยหรอ”
“แสดงว่าชอบหรอ ถึงต้องมาอกหักน่ะ”พี่เป้ไล่ถาม แต่ไหล่เล็กยกขึ้นน้อยๆไม่สนใจก่อนจะก้มลงอ่านหนังสือต่อ จับไม่ได้ไล่ไม่ทันจริงๆผู้หญิงคนนี้
“เออ แล้วถามทำไมอ่ะ”เธอถามไปอ่านไป
“ก็สงสัยเฉยๆ ว่าถ้าสมมติ สมมตินะ ถ้ามีคนมาบอกว่าชอบ เราจะเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน”เป้ถาม
“ก็ขึ้นอยู่ว่าใครพูด”นิวตอบ เธอมองออกไปด้านนอกเลี่ยงที่จะสบตากับคนข้างตัว เหตุการณ์แรกพบในอดีตกลับมาทำให้จังหวะหัวใจเต้นไม่ปกติอีกหน ครั้งแรกที่เขาสารภาพรักกับเธอมันก็แค่เรื่องล้อเล่นและเธอก็หวังลึกๆว่าอย่าให้เขาเล่นแบบนี้บ่อยนัก
“แล้วถ้าพี่เป็นคนพูด”พี่เป้ต่อ
“แล้วให้ใครฟัง”นิวถาม
“ให้นิวฟัง”เขาตอบ
“ไฟเขียวละพี่”...แล้วเธอก็เลี่ยง
ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้นหลุดลอดออกมาอีกตลอดทางจนกระทั่งรถสีดำเลี้ยวเข้าสนามบิน นิวปล่อยให้รุ่นพี่ช่วยลากกระเป๋าเดินทางไปเงียบๆพลางเช็คเที่ยวบินแก้เก้อ บรรยากาศน่าอึดอันเริ่มทวีขึ้นเมื่อคนช่างบ่นไม่ยอมบ่นออกมาเป็นปกติเลย ราวกับเขารอฟังคำตอบอยู่...ถ้าเธอเกิดเชื่อที่เขาพูดแล้วกลายเป็นว่าเขาล้อเล่นล่ะ
เที่ยวบินกรุงเทพ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – ลอนดอน ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์
จะออกในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ร่างท้วมสูงเดินตามเจ้าของตั๋วไปเรื่อยๆไม่พูดไม่จา ปล่อยให้สารระบบความคิดที่วิ่งวนสับสนในหัวลอยฟุ้งไปเรื่อย ถามว่ารอคำตอบไหม ถ้าเธอจะให้ เขาก็จะรอ
“เดี๋ยวพี่ส่งนิวหน้าเกทก็ได้”ร่างเล็กกว่าหันกลับมาบอก “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”เธอยิ้มแห้งๆให้หนึ่งที พลันคิดไปถึงบทสนทนาในรถอันเป็นต้นเหตุของความเงียบงันนี้ คนตัวโตเข็นกระเป๋าให้เงียบๆไม่พูดจา เจ้าตัวแค่พยักหน้าน้อยๆก่อนจะเสตามองไปทางอื่นจนเธอต้องถาม
“เป็นไรเนี่ย”
“คิดอะไรเพลินๆน่ะ ไม่มีอะไรหรอก เดินทางดีๆนะนิว”พี่เป้ตบไหล่เล็กเบาๆ
“เอ้า กอดลาก็ไม่มีหรอ”คนตัวเล็กยิ้มขำ “นี่ถ้าพี่อยากรู้คำตอบมากนักนิวจะบอกให้”มุมปากสีสดจากอากาศชื้นยิ้มมั่นอกมั่นใจชวนให้คนหมั่นไส้ตะหงิดๆ
“นี่พี่ก็ไม่ได้อยากรู้หรอกนะ”เป้กอดอกไม่ยอมรับซะอย่าง...แต่ก็แอบเหลือบมอง
“จะตอบก็ต่อเมื่อพยากรณ์อากาศถูกต้องตามสภาพอากาศละกันนะพี่”เจ้าตัวเล็กตอบเป็นนัยๆพลางอมยิ้ม
“ชาติหน้าคงยังไม่ได้ฟัง”พี่เป้ยิ้มขำก่อนจะสูดลมหายใจลึก วงแขนอบอุ่นดึงหญิงสาวเข้ามากอดแน่นซึมซับความรู้สึกมากมาย ทั้งคิดถึง เป็นห่วง และกังวล อารมณ์หม่นๆปะปนกันมั่วอยู่ในอกที่เหมือนจะกลวงโบ๋ทันทีที่คลายกอด เขาไม่กล้ารั้งเธอนานกว่านี้ด้วยกลัวว่าจะไม่กล้าปล่อยเธอไป
“โชคดีนะ ตั้งใจเรียน อย่าโอ้เอ้ อย่าติดหนุ่มฝรั่งได้ยินมะ”พี่เป้บ่นไปพลางขณะดันตัวอีกฝ่ายออก ถึงนิวจะไม่กอดตอบอย่างน้อยเขาก็ได้กอดลา เธอก้มหน้าลงไอนิดๆ แก้มเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อก่อนจะรีบขำกลบเกลื่อน
“เบื่ออ่ะ คือจะให้แก่ทื้ออยู่บนคานงี้หรอ”ดวงตาเป็นประกายที่เขาชอบมองไม่ยอมสบตากันเหมือนเคย
“ก็จนกว่าพยากรณ์อากาศจะพูดถูกอ่ะ”แล้วก็ต้องระเบิดขำเมื่อนิวทำท่าเข่นเขี้ยวใส่ “หรือจะรอให้พี่พาลงล่ะ”เขาแหย่
“ถีบลงน่ะสิไม่ว่า”หญิงสาวยิ้มพราวก่อนจะช้อนตาสบเข้ากับคนตรงหน้า “ดูแลตัวเองด้วยนะคะ”น้ำเสียงจริงจังแฝงความเป็นห่วงฝากใส่มากลายๆ “อย่าโหมงานเยอะ เดี๋ยวตายก่อน”
“ไอ้นี่ปากหรอ”พี่เป้ชี้ เกือบจะซึ้งอยู่แล้วเชียว
“ก็บอกแล้วไงว่าอย่าเชื่อพยากรณ์อากาศอ่ะ”นิวขำก๊ากก่อนจะโบกมือลากกระเป๋าเดินเข้าเกทอย่างร่าเริง ทิ้งคนตัวโตพ่นลมหายใจแรงๆอยู่ตรงนั้น...มีหรือที่อีกฝ่ายจะไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร
.
.
.
“ถ้างั้นนิวมาพรุ่งนี้ละกัน ตามนั้นนะคะ”เธอเขียนกระดาษแปะไว้ที่โต๊ะทำงานกันอีกฝ่ายลืม
“อาๆ ฝากด้วยนะ”พี่เป้ตอบก่อนจะนวดขมับเบาๆ “ปวดหัวโคตรๆเลยว่ะ”เขาบ่น
“ไม่สบายรึเปล่าพี่ ช่วงนี้อากาศยิ่งเปลี่ยนๆอยู่”นิวถามเมื่อเห็นรุ่นพี่ท่าทางไม่ดีนัก จนทนไม่ไหวต้องลุกไปเอาน้ำเอายามาให้ ดีนะที่พี่มิ้นไม่ได้ล็อคตู้ยาไว้
ไม่นานนักน้ำเปล่ากับกระปุกยาถูกยื่นมาตรงหน้าก่อนที่แรงยวบของโซฟาด้านข้างจะยุบลงจนคนที่เอาแต่ปวดหัวตกใจ เขามองรุ่นน้องที่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมงานนั่งบิดกระปุกยาอยู่ข้างๆ แต่เหมือนบิดยังไงก็ไม่ออกสักที
“โถ่ เสียดายเรียนจบตั้งเมืองนอกเมืองนา”พี่เป้มองกระปุกยาออกจะสังเวชใจหน่อยๆ
“ก็แน่สิ พอดีเรียนมาเยอะเลยรู้วิธีดูแลตัวเอง”เธอเถียง ไม่ทันไรมือใหญ่ก็ดึงกระปุกเจ้าปัญหาไปเปิดแล้วจัดการกินยาเอง “เออ แค่นี้ก็รู้เรื่อง แล้วนิวบอกพี่กี่ครั้งแล้วว่าอากาศมันเปลี่ยน”
“ก็พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนไม่ตก พี่ขี้เกียจพกร่ม มันหนัก”เขาเถียงกลับไม่ยอมรับ
“เสียดายตังอ่ะ อุตส่าห์ซื้อร่มส่งมาให้จากอังกฤษ”เธอย่นคิ้ว “แทนที่จะดูแลตัวเองหน่อย นิวอยู่โน้นไม่ได้มานั่งบ่นพี่ได้ทุกวันนะ อีกอย่างมันก็แค่พยากรณ์อากาศน่า ช่วงนี้เอาแน่เอานอนกับอากาศได้ที่ไหนกัน ถ้าเราไม่ดูแลตัวเองแล้วจะให้ใครมาดูแลคะ”
“ถ้าเชื่อพยากรณ์อากาศไม่ได้ แล้วเชื่อนิวได้ไหมเนี่ย”พี่เป้ดันแว่น “หรือว่าเชื่อไรไม่ได้เลย”
“ก็เรื่องของพี่ละกัน นิวกลับบ้านล่ะ”ว่าแล้วเธอลุกเอาของไปเก็บทิ้งคนตัวใหญ่นั่งบนโซฟาเงียบๆ ยอมรับว่าแอบหงุดหงิดที่เขาไม่แม้แต่จะอธิบายว่า 4 ปีที่ผ่านมาทำไมเขาไม่ค่อยคุยกับเธอเหมือนเดิม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เธอไม่อยากบังคับให้เขาพูดออกมา ได้แต่พยายามทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าเธอก็รู้สึกพิเศษกับเขามากแค่ไหน
“อย่าลืมปิดแอร์นะคะ พี่อย่ากลับดึกโอเคไหม”
“พี่ล่ะเบื่อพวกถามไม่ตอบ”เขาหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
“ไม่ตอบอะไร”เธอหงุดหงิด
“4 ปีก่อนก็ถามไปรอบนึงแล้ว เมื่อกี้ก็ถาม ไม่เห็นจะตอบ”เขาบ่นออกมาขณะหลับตา ได้ยินเสียงส้นสูงย่ำไปแถวๆเก้าอี้ทำงานก่อนจะเดินกลับมาคลี่ผ้าห่มอุ่นมาคลุมคนขี้เกียจกลัวว่าจะหนาวตายไม่รู้เลยว่าคนที่หลับอยู่นอนตัวแข็งทื่อแค่ไหน
“เอาจริงๆนะพี่ พี่ไม่ได้อยากรู้หรอกว่าพยากรณ์อากาศจะพูดว่าอะไร พี่แค่อยากรู้ว่าฝนจะตกไหม พี่จะเปียกไหมแค่นั้น”กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆของเธอที่เขาเคยบอกว่าชอบเมื่อหลายปีก่อนยังคงเป็นกลิ่นเดิม
“อืม ก็ใช่”มืออุ่นดึงข้อมืออีกคนไว้ไม่ให้ไปไหน “ก็พี่เห็นว่าฝนตก ไม่ได้เอาร่มมาเลยต้องตากฝนไง”
“เป็นห่วงขนาดนี้ ทำให้ขนาดนี้ยังไม่เข้าใจอีกรึไง...”หญิงสาวนิ่งชะงักเมื่อจมูกเย็นๆแนบลงมากับหลังมือเบาๆก่อนจะคลายออกอย่างนุ่มนวล
“ทุกสิ่งสมมติมีความจริงแทรกไว้เสมอนะนิว”เสียงทุ้มทอดลงก่อนจะกระชับผ้าห่มทำท่าจะนอนงีบ
“เพ้อมากก็นอนเหอะ เดี๋ยว 2 ทุ่มโทรปลุกโอเคนะ”
“อืม อย่าลืมนะ”เขายิ้มเมื่อสัมผัสได้ว่าอีกคนกำลังถอดแว่นเขาออกพับวางไว้บนโต๊ะใกล้ๆก่อนจะเดินไปเพิ่มแอร์ให้เพราะกลัวว่าจะหนาวเกินไป
“กลับแล้วนะพี่เป้”ร่างเล็กกว่าผละออกก่อนจะค่อยๆงับประตูลงอย่างแผ่วเบา...แล้วคืนนั้นมิสคอลเวลา 2 ทุ่มก็ดังขึ้นปลุกทุกการหลับใหลมาตลอด 4 ปี ความจริงบางอย่างค่อยๆตกผลึกในใจของเขาและเธอ ไม่ว่าพยากรณ์อาการจะพยากรณ์ตรงหรือไม่ตรง แต่เราเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้ว่ามันจริง...หรือไม่จริง
- END -
มาให้ตามคำขอของเรื่องสั้นคู่เฉพาะกิจตอบสนองบรรดาติ่งละอองจากมุมมืด(เรือของเราดำน้ำนะคะอย่าให้เขารู้ค่ะจุ๊ๆ) พยากรณ์อากาศ เป็นเรื่องสั้นฟิลกู๊ดที่เดิมเป็นแนววาย เรื่อง TD ของเราเองค่ะ แต่ว่าเพื่อนๆบางกลุ่มอาจจะถูกอิมเมจของ TD (ซึ่งเป็นอิมเมจแรกของเรื่อง)ทำลายจนย่อยยับ เลยขอปรับให้เป็นคู่ชายหญิงโดยพยายามคงคาแร็กเตอร์เอาไว้ให้มากที่สุดนะจ๊ะ อิอิ
Columnism "คอลัมนิซึม" นี่เป็นศัพท์บัญญัติเองเพื่อพี่เป้สายนิยมคอลัมนิสต์นะจ๊ะ //โดนพี่เป้ลากไปกระทืบ มันจะเป็นเรื่องสั้นๆจบในตอนแล้วมารวมกันเป็นเรื่องนี้เด้อสู เผื่อทำแท็กทำหน้าเว็ปใหม่จะได้กดหากันง่ายๆนะ
ทั้งนี้ขอขอบคุณรูปปกจากนุ้งจิ๊บ sloththecameraman มากๆ ขอขอบพระคุณการบิ้วของอำแดงศิลาจารึกในมุมมืดของบรรพกาล ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันเก็บโมเม้นของ TD รักทุกละอองจากมุมมืดและผู้พเนจรที่พลัดหลงเข้ามาอ่านทุกคนนะฮับ
#ขอบคุณที่พเนจรมาพบกัน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น